เขียนโดย: นพ. อรรถวุฒิ ลิมป์แสงรัตน์
แพทย์ด้านสุขภาพเพศและเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน
Max Wellness Clinic
ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์: ตุลาคม 2026
TRT หรือ Testosterone Replacement Therapy มีประโยชน์ในผู้ชายที่มีภาวะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำและได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตามการรักษาทุกอย่างย่อมมีทั้งประโยชน์และข้อควรระวัง ดังนั้นเพื่อให้ได้ประโยชน์ศุงสุดและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่ไม่ต้องการ จึงควรรับทราบข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อประกอบการพิจารณาเลือกการรักษาครับ
อีกเรื่องที่สำคัญมาก นอกจากผลข้างเคียงที่พบได้ คือ TRT สามารถกดการสร้างอสุจิได้ อาจทำให้มีบุตรยากชั่วคราว ดังนั้นในผู้ชายที่กำลังวางแผนมีบุตรในช่วงเวลาใกล้ ๆ อาจต้องนำข้อนี้มาพิจารณาก่อนเริ่มรักษาด้วยครับ
สำหรับเรื่องที่หลายคนกังวลอย่างหัวใจและมะเร็งต่อมลูกหมาก ข้อมูลจากงานวิจัยขนาดใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาให้ภาพที่อุ่นใจขึ้นมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้แล้วไม่ต้องติดตามอะไรอีกเลย
เรื่องที่แพทย์เฝ้าระวังคือ Erythrocytosis หรือภาวะเม็ดเลือดแดงและค่า Hematocrit สูงขึ้น
Testosterone กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ จึงอาจทำให้เลือดข้นขึ้น โดยเฉพาะในบางรูปแบบของยาฉีดที่ทำให้ระดับฮอร์โมนขึ้นสูงเป็นช่วง ๆ มากกว่ายาทา
ก่อนเริ่ม TRT จึงควรตรวจ ความสมบูรณ์ของเม็เลือด (CBC) เพื่อดูค่า Hematocrit และตรวจซ้ำหลังเริ่มรักษา หาก Hematocrit สูงถึงประมาณ 54% หรือมากกว่า แพทย์มักต้องหยุดชั่วคราว ปรับขนาดยา หรือประเมินสาเหตุร่วม เช่น ภาวะขาดออกซิเจนหรือ Sleep Apnea ก่อนพิจารณาเริ่มใหม่
ผลข้างเคียงอื่นที่พบได้ ได้แก่
ผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน และหลายอย่างสามารถจัดการได้ด้วยการปรับขนาดยา เปลี่ยนรูปแบบยา หรือรักษาปัจจัยร่วม
กระทบได้ และเป็นเรื่องที่ควรถามก่อนเริ่ม TRT ทุกครั้ง
เมื่อเราให้ Testosterone จากภายนอก สมองจะรับรู้ว่าร่างกายมีฮอร์โมนเพียงพอแล้ว จึงลดการส่งสัญญาณ LH และ FSH ลง
ผลคืออัณฑะผลิต Testosterone ภายในอัณฑะน้อยลง และการสร้างอสุจิก็ลดลงด้วย บางรายจำนวนอสุจิอาจลดลงมากจนแทบไม่พบเลย และอัณฑะอาจเล็กลงได้ด้วย
หลังหยุด TRT การสร้างอสุจิสามารถฟื้นกลับมาได้ในผู้ชายจำนวนมาก แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือน บางรายอาจใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี และไม่ใช่ทุกคนที่จะกลับมาได้เร็วหรือสมบูรณ์เท่ากัน
เพราะฉะนั้น ถ้ายังวางแผนจะมีลูก ควรแจ้งแพทย์ที่ดูแลตั้งแต่ก่อนเริ่ม TRT เพื่อพิจารณาทางเลือกที่ไม่กดการสร้างอสุจิ หรือในบางกรณีอาจพิจารณาเก็บอสุจิไว้ก่อนรักษา
คำถามนี้ถูกถกเถียงกันมานาน และข้อมูลที่สำคัญที่สุดในช่วงหลังมาจากงานวิจัยชื่อ TRAVERSE Trial
TRAVERSE เป็นงาน randomized double-blind placebo-controlled trial ขนาดใหญ่ ศึกษาผู้ชายอายุ 45–80 ปีที่มีอาการของภาวะฮอร์โมนต่ำ มีค่า Testosterone ต่ำกว่า 300 ng/dL จากการตรวจซ้ำ และมีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้วหรือมีความเสี่ยงสูง
ผู้เข้าร่วมได้รับ Testosterone gel 1.62% หรือ placebo gel และติดตามโดยเฉลี่ยประมาณ 33 เดือน
ผลหลักพบว่าเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดรุนแรง เช่น หัวใจวาย Stroke หรือเสียชีวิตจากโรคหัวใจ เกิดใกล้เคียงกัน
จึงสรุปได้ว่าในประชากรที่ศึกษา TRT ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยง Major Cardiovascular Events เมื่อเทียบกับ ยาหลอก (placebo)
ข้อมูลนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ FDA ถอดข้อความเตือนเรื่องความเสี่ยงหัวใจออกจาก Boxed Warning ของ testosterone products ในปี 2025
แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องหัวใจจบแค่นั้น เพราะ TRAVERSE ยังพบเหตุการณ์บางอย่างมากกว่าในกลุ่ม TRT ได้แก่
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ primary cardiovascular endpoint ของการศึกษา แต่เป็นข้อมูลที่แพทย์ควรรู้และใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล และอย่างที่กล่าวไปแล้ว Testosterone ยังสามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ จึงควรติดตามความดันระหว่างรักษาด้วย
ข้อมูลจาก TRAVERSE ค่อนข้างอุ่นใจเช่นกัน
ในกลุ่มผู้ชายที่ผ่านการคัดกรองความเสี่ยงต่อมลูกหมากก่อนเข้าการศึกษา ไม่พบว่าการใช้ TRT เพิ่มอัตรามะเร็งต่อมลูกหมากอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงไม่พบการเพิ่มขึ้นชัดเจนของ acute urinary retention หรือการต้องเข้ารับหัตถการต่อมลูกหมาก
แต่มีข้อสำคัญคือ คนที่มีความเสี่ยงสูงบางกลุ่มถูกคัดออกจากงานวิจัยตั้งแต่แรก เช่น ผู้ที่มี PSA สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้นผล TRAVERSE ไม่ได้แปลว่า TRT ปลอดภัยสำหรับคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากทุกคน หรือไม่จำเป็นต้องตรวจต่อมลูกหมากอีกต่อไป
ก่อนเริ่มรักษาจึงยังต้องประเมินความเสี่ยงตามอายุ ประวัติครอบครัว PSA และปัจจัยอื่นเป็นรายบุคคล
ปกติเรารู้ว่า Testosterone มีบทบาทต่อมวลกระดูก และ TRT สามารถช่วยเพิ่ม Bone Mineral Density ในผู้ชายที่มีภาวะฮอร์โมนต่ำได้
แต่ TRAVERSE fracture sub-study กลับพบสิ่งที่คาดไม่ถึง
Clinical fracture เกิดใน
ผลนี้ไม่ได้หมายความว่า TRT ทำให้กระดูกเปราะโดยตรง เพราะกระดูกหักส่วนใหญ่สัมพันธ์กับอุบัติเหตุหรือการล้ม และกลไกยังไม่ชัดเจน แต่เป็น safety signal ที่น่าสนใจและควรรอข้อมูลเพิ่มเติม จึงยังไม่ควรเริ่ม TRT เพียงเพื่อหวังว่าจะป้องกันกระดูกหัก
คำตอบคือ อาจช่วยบางอย่าง แต่ไม่ใช่ยารักษา Metabolic Syndrome หรือเบาหวาน
Systematic review ปี 2026 รวบรวมเฉพาะการทดลองแบบ double-blind placebo-controlled จำนวน 8 การศึกษา ในผู้ชายที่มี functional secondary hypogonadism ร่วมกับโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 หรือ Metabolic Syndrome
ภาพรวมที่ได้เป็นแบบนี้
| ด้าน | ผลที่พบ | ความมั่นใจของหลักฐาน |
|---|---|---|
| องค์ประกอบร่างกาย | มวลกล้ามเนื้อมีแนวโน้มเพิ่ม ไขมันมีแนวโน้มลด | ต่ำ |
| Insulin resistance / HOMA-IR | ดีขึ้นในบางการศึกษา แต่ไม่สม่ำเสมอ | ต่ำ |
| HbA1c / น้ำตาลในเลือด | ผลไม่แน่นอน | ต่ำมาก |
| ไขมันในเลือด | ไม่พบผลลดไขมันที่ทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ | ต่ำมาก |
| ความปลอดภัยระยะยาว | ข้อมูลยังไม่เพียงพอ | ต่ำมาก |
สิ่งที่เห็นค่อนข้างสม่ำเสมอที่สุดคือ Body Composition คือ ไขมันลดลงบางส่วนและ Lean Mass เพิ่มขึ้น
ส่วนเรื่องน้ำตาล อินซูลิน และไขมันในเลือด ผลยังไม่แน่นอนพอที่จะนำ TRT มาใช้แทนยารักษาเบาหวาน ยาลดไขมัน หรือการลดน้ำหนัก
พูดง่ายๆ คือ TRT มีหน้าที่รักษาภาวะ Testosterone ต่ำ ถ้าคนไข้มี Metabolic Syndrome หรือเบาหวานร่วมด้วย การควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย ปรับอาหาร นอนให้พอ และใช้ยาตามข้อบ่งชี้ยังคงเป็นการรักษาหลัก
ถ้า Metabolic Health ดีขึ้นระหว่าง TRT ถือเป็นประโยชน์เพิ่มเติม แต่ไม่ใช่เหตุผลหลักในการเริ่มยา
TRT ไม่ควรเริ่มเพียงเพราะรู้สึกเหนื่อย ไม่มีแรง หรือผลเลือดต่ำครั้งเดียว
โดยทั่วไปควร
โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ภาวะ Testosterone ต่ำบางส่วนอาจเป็น functional และดีขึ้นได้เมื่อน้ำหนักลดลง จึงไม่จำเป็นว่าทุกคนที่ค่า Testosterone ต่ำจะต้องเริ่ม TRT ทันที
ในช่วงแรกแพทย์มักนัดติดตามเพื่อดูว่า
โดยทั่วไป Testosterone และ Hematocrit จะถูกตรวจในช่วงประมาณ 3–6 เดือนหลังเริ่มหรือหลังปรับยา และติดตามอย่างน้อยปีละครั้งเมื่อระดับคงที่
ส่วน PSA และการติดตามต่อมลูกหมาก ไม่จำเป็นต้องใช้ตารางเดียวกันกับทุกคน แต่ควรดูตามอายุ ประวัติครอบครัว ค่า PSA เดิม และแนวทางคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากของแต่ละบุคคล
หยุด TRT แล้วอสุจิจะกลับมาไหม
ผู้ชายจำนวนมากสามารถฟื้นการสร้างอสุจิได้หลังหยุด TRT แต่ระยะเวลาแตกต่างกันมาก บางคนใช้เวลาหลายเดือนหรือมากกว่าหนึ่งปี หากมีแผนจะมีลูกควรคุยเรื่องนี้ก่อนเริ่ม TRT ไม่ใช่รอจนต้องการมีลูกแล้วค่อยหยุดยา
TRT ทำให้ผมร่วงไหม
อาจเร่งผมร่วงในคนที่มีพันธุกรรมไวต่อ DHT อยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ใช้ TRT จะหัวล้าน
TRT ทำให้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากไหม
ข้อมูลงานวิจัยยังไม่พบการเพิ่มขึ้นของมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายที่มีภาวะ Testosterone ต่ำและได้รับการคัดกรองความเสี่ยงก่อนเข้าการศึกษา แต่ยังไม่ควรนำผลนี้ไปเหมารวมกับคนที่มีความเสี่ยงสูงหรือเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่แล้ว
TRT อันตรายต่อหัวใจไหม
ใน TRAVERSE ไม่พบการเพิ่มขึ้นของ major cardiovascular events เมื่อเทียบกับ placebo ในผู้ชายที่มี hypogonadism และมีความเสี่ยงหัวใจสูงอยู่แล้ว แต่ยังมี safety signals บางอย่าง เช่น atrial fibrillation, acute kidney injury และ pulmonary embolism จึงยังต้องประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล
TRT ช่วยลดพุงและคุมเบาหวานได้ไหม
อาจช่วยลดไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อในผู้ชายที่มี Testosterone ต่ำจริง แต่ผลต่อ HbA1c น้ำตาลและไขมันในเลือดยังไม่แน่นอน TRT จึงไม่ใช่ยาลดน้ำหนักหรือยารักษาเบาหวาน
ต้องตรวจเลือดบ่อยแค่ไหน
ช่วงแรกมักตรวจซ้ำประมาณ 3–6 เดือนหลังเริ่มหรือปรับยา จากนั้นเมื่อระดับคงที่อาจติดตามอย่างน้อยปีละครั้ง ความถี่จริงขึ้นอยู่กับชนิดยา ระดับฮอร์โมน, Hematocrit, PSA, อาการ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน
TRT ไม่ใช่ยาที่ควรกลัว แต่ก็ไม่ใช่ยาที่ควรใช้แบบสบาย ๆ โดยไม่ติดตามผลการตรวจเลือดเลย
ถ้าใช้ในผู้ชายที่มีภาวะ Testosterone ต่ำจริง เลือกคนไข้ถูก และมีการติดตามอย่างเหมาะสม ประโยชน์ของการรักษามีชัดเจน ทั้งเรื่องอาการทางเพศ พลังงาน ภาวะโลหิตจาง และองค์ประกอบร่างกายบางส่วน
แต่ก่อนเริ่มควรรู้เรื่องสำคัญให้ครบ โดยเฉพาะเม็ดเลือดแดงข้น ความดันโลหิต การกดการสร้างอสุจิ และ safety signals บางอย่างที่พบจากงานวิจัยล่าสุด โดยเป้าหมายของ TRT ไม่ใช่การทำให้ Testosterone สูงที่สุด แต่คือการรักษาคนที่มีภาวะขาดฮอร์โมนให้ระดับกลับมาเหมาะสม อาการดีขึ้น และปลอดภัยในระยะยาวครับ
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล การเริ่ม ปรับ หรือหยุด TRT ควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์หลังได้รับการวินิจฉัยและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม