เขียนโดย: นพ. อรรถวุฒิ ลิมป์แสงรัตน์ แพทย์ด้านสุขภาพเพศและเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน Max Wellness Clinic ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์: กันยายน 2026
Functional Magnetic Stimulation (FMS) เป็นเทคโนโลยีการกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กที่มีการใช้งานทางการแพทย์มานาน และอุปกรณ์ magnetic muscle stimulation บางชนิดได้รับอนุญาตจาก FDA สำหรับข้อบ่งใช้อื่น เช่น ปัญหาการกลั้นปัสสาวะ (urinary incontinence) อย่างไรก็ตาม FMS ยังไม่ได้รับ FDA approval โดยเฉพาะสำหรับการรักษา ED
FMS เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้หญิง ก่อนจะมีการศึกษาต่อยอดมาใช้กับ ED ในผู้ชาย อุปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กและตัวส่งสัญญาณที่วางบริเวณอวัยวะเพศหรือให้นั่งบนเก้าอี้พิเศษที่มีขดลวดแม่เหล็กฝังอยู่ โดยไม่ต้องฉีดยาชาหรือการผ่าตัดใด ๆ
FMS คาดว่าอาจ กระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน รวมถึง cavernous/dorsal nerve pathways ที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัว ส่วนผลต่อ nitric oxide และ angiogenesis ยังเป็นข้อมูลเชิงกลไกและสัตว์ทดลองเป็นหลัก และยังต้องยืนยันในมนุษย์
งานวิจัยแบบ prospective cohort ในผู้ป่วย ED จำนวน 180 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามสาเหตุ พบว่าคะแนน IIEF-15 (แบบประเมินสมรรถภาพทางเพศมาตรฐาน) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกกลุ่มหลังทำ FMS
| กลุ่มผู้ป่วย | คะแนนก่อนทำ | คะแนนหลังทำ |
|---|---|---|
| ED จากหลอดเลือดแดง (Arteriogenic) | 12.8 | 23.4 |
| ED จากการรั่วของหลอดเลือดดำ (Veno-occlusive) | 16.2 | 31.5 |
| ED จากปัจจัยทางจิตใจ (Psychogenic) | 27.5 | 49.2 |
ในการศึกษานี้ คะแนน IIEF-15 ดีขึ้นหลังการรักษาในทั้งสามกลุ่มที่ศึกษา ได้แก่ arteriogenic, veno-occlusive และ psychogenic ED โดยกลุ่ม psychogenic มีการเปลี่ยนแปลงของคะแนนเด่น อย่างไรก็ตาม การศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ว่า FMS มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการรักษาอื่น หรือว่ากลุ่ม psychogenic ตอบสนองดีกว่ากลุ่มอื่นอย่างแน่นอน
ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ผู้ป่วยกลุ่ม arteriogenic และ veno-occlusive ในงานวิจัยนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา PDE5 inhibitors หรือการฉีดยาเฉพาะที่มาก่อนแล้ว จึงยังต้องตีความผลลัพธ์อย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ตัวแทนของผู้ป่วย ED ทั่วไปทุกคน
ในงานวิจัยนี้ ผู้ป่วยเข้ารับการทำ FMS ทั้งหมด 40 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 5 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาที่ต้องใช้ความสม่ำเสมอต่อเนื่องพอสมควร ไม่ใช่การรักษาครั้งเดียวจบ
ในการศึกษานี้ไม่พบผู้ป่วยหลุดออกจากการรักษากลางคัน (dropout) และไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นวิธีที่ไม่รุกล้ำร่างกาย (non-invasive) ไม่ต้องฉีดยาหรือผ่าตัด อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการศึกษาศูนย์เดียวและมีระยะเวลาติดตามผลค่อนข้างสั้น จึงยังต้องรอข้อมูลระยะยาวเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิผลในระยะยาว
ทั้งสองเทคโนโลยีเป็นทางเลือกแบบไม่ผ่าตัดสำหรับ ED เหมือนกัน แต่กลไกต่างกัน — Shockwave Therapy ใช้คลื่นเสียงกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ในเนื้อเยื่อ เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของหลอดเลือด ส่วน FMS เน้นกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเป็นหลัก ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยเปรียบเทียบ FMS กับ Shockwave โดยตรง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีใดดีกว่ากันในภาพรวม การเลือกวิธีที่เหมาะสมควรพิจารณาจากสาเหตุของ ED ในแต่ละบุคคลร่วมกับแพทย์
FMS เจ็บไหม ไม่เจ็บ เพราะเป็นการกระตุ้นด้วยสนามแม่เหล็กจากภายนอกโดยไม่ต้องฉีดยาชาหรือมีการรุกล้ำร่างกาย ผู้ป่วยในงานวิจัยไม่มีรายงานความเจ็บปวดระหว่างทำ
FMS เหมาะกับใครมากที่สุด จากข้อมูลงานวิจัย กลุ่มที่ตอบสนองดีที่สุดคือผู้ป่วย ED ที่มีสาเหตุจากปัจจัยทางจิตใจ (psychogenic ED) ส่วนผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดและไม่ตอบสนองต่อยาหรือการฉีดยาก็มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกัน แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุก่อนตัดสินใจ
FMS ทดแทนยา PDE5 inhibitors ได้เลยไหม ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้ งานวิจัยนี้ทำในกลุ่มที่ไม่ตอบสนองต่อยาอยู่แล้วเป็นหลัก การตัดสินใจเลือกวิธีรักษาควรทำร่วมกับแพทย์ตามสาเหตุและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ไม่ควรหยุดยาที่ใช้อยู่เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
มีให้บริการ FMS ในไทยหรือยัง ควรตรวจสอบกับคลินิกโดยตรงว่ามีเครื่องมือและบริการนี้หรือไม่ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ยังไม่แพร่หลายเท่า Shockwave Therapy ในปัจจุบัน
ปัจจุบัน FMS ยังไม่ใช่การรักษามาตรฐานที่ guideline หลักแนะนำเป็น routine therapy สำหรับ ED และควรถือเป็นเทคโนโลยีที่ยังต้องการ randomized sham-controlled trials เพิ่มเติม
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ข้อมูลประสิทธิผลอ้างอิงจากการศึกษาขนาดกลาง ศูนย์เดียว ระยะเวลาติดตามผลสั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล