เขียนโดย: นพ. อรรถวุฒิ ลิมป์แสงรัตน์ แพทย์ด้านสุขภาพเพศและเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน Max Wellness Clinic
| ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์: กรกฎาคม 2026
ถ้าคุณเคยได้ยินว่า “ฮอร์โมน TRT อันตรายต่อหัวใจ” — คำพูดนั้นมาจากที่ไหน และข้อมูลปัจจุบันบอกอะไรเราบ้าง?
คำตอบอยู่ใน TRAVERSE Trial — การศึกษาทางคลินิกที่ใหญ่ที่สุด เข้มงวดที่สุด และมีค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ของการรักษาด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจตั้งแต่ต้นจนจบ ว่าการศึกษานี้คืออะไร ทำอย่างไร และผลลัพธ์ที่ได้หมายความว่าอะไรกับผู้ชายจริงๆ
เรื่องนี้เริ่มต้นในปี 2010 เมื่อมีการศึกษาเล็กๆ ชิ้นหนึ่งพบว่าผู้ชายสูงอายุที่ใช้ TRT มีเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น จากนั้นในปี 2013-2014 มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นออกมาในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ในปี 2015 FDA สหรัฐฯ ตัดสินใจใส่ Black Box Warning บนฉลากผลิตภัณฑ์ TRT ทุกชนิด พร้อมสั่งให้บริษัทยาร่วมกันทำการศึกษาขนาดใหญ่เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนเสียที
นั่นคือจุดกำเนิดของ TRAVERSE
TRAVERSE ย่อมาจาก Testosterone Replacement therapy for Assessment of long-term Vascular Events and efficacy ResponSE in hypogonadal men
พูดง่ายๆ คือ การศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อตอบคำถามเดียว: TRT ปลอดภัยต่อหัวใจและหลอดเลือดไหม?
การศึกษานี้บริหารจัดการโดย Cleveland Clinic และได้รับการตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ซึ่งเป็นวารสารแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
นี่คือสิ่งที่ทำให้ TRAVERSE พิเศษมากครับ — ผู้เข้าร่วมไม่ใช่ผู้ชายหนุ่มสุขภาพดี แต่เป็นกลุ่มที่ น่ากังวลที่สุด คือ
ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งแบบสุ่มเป็น 2 กลุ่ม
| กลุ่ม | จำนวน | สิ่งที่ได้รับ |
|---|---|---|
| กลุ่ม TRT | 2,601 คน | Testosterone Gel 1.62% ทาผิวหนังทุกวัน |
| กลุ่ม Placebo | 2,603 คน | Gel หลอกที่หน้าตาเหมือนกันทุกอย่าง |
ทั้งผู้เข้าร่วมและแพทย์ไม่รู้ว่าใครได้รับอะไร (Double-Blind) ติดตามผลเฉลี่ย 33 เดือน หรือเกือบ 3 ปี
นี่คือคำถามที่ทุกคนรอคำตอบ
เหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง (MACE):
| เหตุการณ์ | กลุ่ม TRT | กลุ่ม Placebo |
|---|---|---|
| หัวใจวาย | ไม่แตกต่าง | ไม่แตกต่าง |
| โรคหลอดเลือดสมอง | ไม่แตกต่าง | ไม่แตกต่าง |
| เสียชีวิตจากโรคหัวใจ | ไม่แตกต่าง | ไม่แตกต่าง |
| รวม MACE | 7.0% | 7.3% |
สรุป: TRT ไม่เพิ่มความเสี่ยงเหตุการณ์หัวใจร้ายแรงในผู้ชายที่มีภาวะพร่องฮอร์โมน แม้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจอยู่แล้ว
นอกจากเรื่องหัวใจ TRAVERSE ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจมากอีกหลายอย่าง
สิ่งที่ TRT ช่วยได้:
สิ่งที่ต้องระวัง (พบเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในกลุ่ม TRT):
อื่นๆ
นี่คือเหตุผลที่ FDA ยังคงให้ใส่คำเตือนเรื่องความดันโลหิตไว้บนฉลาก แม้จะถอด Black Box Warning เรื่องหัวใจออกแล้ว
งานวิจัยที่ทำให้ TRT ถูกมองว่าอันตรายในอดีต มีปัญหาหลายอย่าง เช่น
TRAVERSE แก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดด้วยการออกแบบที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ผลจาก TRAVERSE นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ดังนี้
กุมภาพันธ์ 2025: FDA ถอด Black Box Warning เรื่องความเสี่ยงโรคหัวใจออกจากผลิตภัณฑ์ TRT ทั้งหมด พร้อมกำหนดให้บริษัทยาทุกเจ้าใส่ผลการศึกษา TRAVERSE ลงในฉลากผลิตภัณฑ์
2025-2026: องค์กรแพทย์ระดับโลกหลายแห่ง ทั้ง European Expert Panel for Testosterone Research, American Urological Association และ Endocrine Society วางแผนออกแนวทางใหม่ที่สะท้อนผลการศึกษานี้ ควรรอติดตามการอัปเดตอย่างเป็นทางการต่อไป
มิถุนายน 2026: HHS เสนอให้ทบทวนคำเตือนเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มเติม โดยอ้างอิงผล TRAVERSE ที่ไม่พบความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น
TRAVERSE ไม่ได้บอกว่า TRT ปลอดภัยสำหรับทุกคน แต่บอกว่า ความกลัวที่ไม่มีหลักฐานรองรับกำลังถูกถอดออกทีละชิ้น
สิ่งที่ยืนยันแล้วจาก TRAVERSE:
✅ TRT ไม่เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองในผู้ชายที่มีภาวะพร่องฮอร์โมน
✅ TRT ไม่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายที่มี hypogonadism ซึ่งผ่านการคัดกรองก่อนเข้าการศึกษาและได้รับการติดตามตาม protocol
✅ TRT ช่วยแก้ภาวะโลหิตจางบางกรณีในผู้ชายที่มี hypogonadism ได้
สิ่งที่ยังต้องระวัง:
⚠️ ความดันโลหิตอาจสูงขึ้นเล็กน้อย ต้องติดตาม
⚠️ ความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะและลิ่มเลือดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
⚠️ TRT ยังต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ ไม่ใช่ซื้อมาใช้เอง
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการรักษาใดๆ เสมอ
แหล่งอ้างอิง: Lincoff AM et al. Testosterone Replacement Therapy and Cardiovascular Risk — TRAVERSE Trial, NEJM 2023 | FDA Class-Wide Labeling Changes for Testosterone Products, February 2025 | Zitzmann M et al. European Expert Panel for Testosterone Research Position Statement, Andrology 2025 | Cleveland Clinic Coordinating Center for Clinical Research (C5Research)