ในยุคปัจจุบัน การรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction หรือ ED) ได้ก้าวข้ามจากการใช้ยาเพื่อประคับประคองอาการ ไปสู่การฟื้นฟูที่ต้นเหตุด้วย เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Regenerative Medicine) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากระบบหลอดเลือด (Vasculogenic ED)
บทความนี้จะพาไปสำรวจหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจากวารสาร The World Journal of Men’s Health (WJMH) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม ปี 2026 เกี่ยวกับประสิทธิภาพของ Platelet-Rich Plasma (PRP) และทำไมการใช้ร่วมกับ Shockwave Therapy จึงเป็นทางเลือกที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแนะนำ
PRP คือการนำเลือดตัวเองมาปั่นแยกให้ได้เกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งภายในเกล็ดเลือดเหล่านี้อุดมไปด้วย Growth Factors เช่น
VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor): กระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่
PDGF (Platelet-Derived Growth Factor): ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
TGF-β (Transforming Growth Factor-beta): ช่วยปรับสมดุลการสร้างคอลลาเจนในเนื้อเยื่อองคชาต
เมื่อฉีด PRP เข้าไปที่เนื้อเยื่อ Corpus Cavernosum สารเหล่านี้จะเข้าไปซ่อมแซมผนังหลอดเลือด (Endothelial function) ที่เสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิดอาการอ่อนตัว
อ้างอิงจากการศึกษาแบบการทบทวนและวิเคราะห์อภิมาน (Systematic Review and Meta-Analysis) ล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน The World Journal of Men’s Health (DOI: 10.5534/wjmh.240310) โดย Falcone M. และคณะ ได้ทำการวิเคราะห์ผลการรักษาจากการทดลองทางคลินิก (Clinical Trials) หลายฉบับ พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
การเพิ่มขึ้นของคะแนน IIEF-5: ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย PRP มีคะแนนความพึงพอใจและการแข็งตัว (International Index of Erectile Function) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
ประสิทธิภาพในกลุ่ม Vasculogenic ED: งานวิจัยชี้ชัดว่า PRP มีผลบวกอย่างมากต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาจากหลอดเลือดเสื่อม ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่ใหญ่ที่สุดของผู้ที่มีอาการ ED
ความปลอดภัย (Safety Profile): ไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่รุนแรง (Major Adverse Events) เนื่องจากเป็นสารสกัดจากเลือดของผู้ป่วยเอง จึงลดความเสี่ยงเรื่องการแพ้หรือการต่อต้านจากร่างกาย
แม้ว่า PRP จะให้ผลการรักษาที่ดีเยี่ยม แต่การทำควบคู่กับ Shockwave Therapy จะช่วยสร้างปรากฏการณ์เสริมฤทธิ์ (Synergistic Effect) ที่ทำให้การรักษาเห็นผลชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น
| คุณสมบัติ | Shockwave (Li-ESWT) | PRP (P-Shot) |
| หน้าที่หลัก | “กระตุ้น” (Stimulate) | “ฟื้นฟู” (Regenerate) |
| กลไก | สร้าง Micro-trauma เพื่อกระตุ้นสเตมเซลล์ธรรมชาติและเปิดหลอดเลือด | เติม Growth Factors เข้มข้นเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อโดยตรง |
| ผลลัพธ์ | เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ | เสริมสร้างเนื้อเยื่อใหม่ |
การรักษาด้วยวิธีผสมผสานนี้จัดเป็นการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (Outpatient procedure) ที่ใช้เวลาไม่นาน:
การเตรียมตัว: เจาะเลือดเพื่อนำเข้าเครื่องเหวี่ยงแยกสาร (Centrifuge)
Shockwave Session: แพทย์จะใช้เครื่องมือส่งคลื่นเสียงความถี่ต่ำไปยังบริเวณเป้าหมาย ประมาณ 20 นาที
PRP Injection (P-Shot): นำเกล็ดเลือดเข้มข้นกลับเข้าไปในบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู โดยมีการใช้ยาชาช่วยลดความเจ็บปวด
หลังการรักษา: คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ทันที โดยไม่ต้องพักฟื้น
คำถาม: การใช้ PRP รักษา ED เห็นผลเมื่อไหร่?
คำตอบ: โดยทั่วไปคนไข้จะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังการรักษาครั้งแรก และจะเห็นผลชัดเจนที่สุดเมื่อรักษาต่อเนื่องตามรอบที่แพทย์แนะนำ
คำถาม: ผลการรักษาอยู่ได้นานแค่ไหน?
คำตอบ: จากงานวิจัยใน WJMH และการติดตามผลทางคลินิก ผลการรักษาอาจคงอยู่ได้นาน 12 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละบุคคล
คำถาม: ใครบ้างที่ไม่ควรทำ PRP?
คำตอบ: ผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำผิดปกติ ผู้ที่มีการติดเชื้อในบริเวณที่จะฉีด หรือผู้ที่มีมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะที่ยังไม่ได้รับการรักษา
การรักษาภาวะ ED ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป ด้วยหลักฐานทางวิชาการที่รองรับจากวารสารทางการแพทย์ชั้นนำอย่าง The World Journal of Men’s Health แนะนำว่า PRP Therapy น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง และเมื่อนำมาใช้ร่วมกับ Shockwave Therapy จะยิ่งช่วยคืนความมั่นใจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคุณได้อย่างยั่งยืน
Journal: The World Journal of Men’s Health (WJMH)
Article Title: Clinical Effects and Safety Outcomes of Platelet-Rich Plasma Therapy in Patients with Vasculogenic Erectile Dysfunction: A Systematic Review and Meta-Analysis (2024)
Authors: Falcone M, et al.
DOI: 10.5534/wjmh.240310
*บทความนี้เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยเฉพาะบุคคล หากมีอาการต่อเนื่องหรือกระทบความสัมพันธ์ สุขภาพจิต ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม